
Hosted by ปัญญา ภาวนา ฟังธรรมะ ปัญญาภาวนา Panya Bhavana · TH
Hosted on Acast. See acast.com/privacy for more information.

หมวดธรรม 5 ประการใน มุณฑราชวรรค หมวดว่าด้วยพระเจ้ามุณฑราชข้อที่ 45 ปุญญาภิสันทสูตร ว่าด้วยห้วงบุญกุศล กล่าวถึง "ห้วงบุญกุศล5 ประการ" (การทำบุญด้วยจีวร บาตร เสนาสนะ ตั่งเตียง เภสัช แด่ภิกษุที่เป็นอรหันต์) ที่นำมาซึ่งความสุข และเป็นปัจจัยให้ได้ไปบังเกิดในสวรรค์ โดยเปรียบเทียบว่า ผลบุญที่ได้รับนั้น ยิ่งใหญ่และมากมายมหาศาลจนนับประมาณไม่ได้ เสมือนปริมาณน้ำในมหาสมุทร ข้อที่ 46 สัมปทาสูตร ว่าด้วยสัมปทา กล่าวถึง “ความถึงพร้อม 5 ประการ” ได้แก่ ศรัทธา ศีล สุตะ จาคะ และปัญญา เราต้องฝึกให้เกิดขึ้น ให้พร้อมขึ้นมา ข้อที่ 47 ธนสูตร ว่าด้วยทรัพย์กล่าวถึง “อริยทรัพย์ 5 ประการ” (หลักธรรมเหมือน สัมปทาสูตร) เปรียบธรรม 5 ประการนี้ เหมือนอริยทรัพย์ที่เป็นสมบัติเฉพาะตนไม่มีใครจะขโมยไปได้ ไม่เลือนหายไปตามกาล สถานที่ หรือสิ่งแวดล้อม ข้อที่ 48 ฐานสูตร ว่าด้วยฐานะที่ใคร ๆ ไม่พึงได้ ระบุถึงสิ่งที่เป็นจริง 5 ประการ ซึ่งสมณะ พราหมณ์ เทวดา หรือใคร ๆ ในโลกไม่สามารถขอหรือบังคับได้ ได้แก่ ความแก่ ความเจ็บ ความตาย ความสิ้นไป ความฉิบหาย*ความต่างของปุถุชน vs อริยสาวก: ปุถุชนมองว่าเกิดขึ้นแค่กับตนจึงฟูมฟายจนงานเสีย กายพัง เสมือนโดนลูกศรพิษซ้ำเติม ส่วนอริยสาวกเข้าใจว่าเกิดกับทุกคน จึงตั้งสติ ถอนลูกศรพิษ และดับทุกข์ได้ ข้อที่ 49 โกสลสูตร ว่าด้วยพระเจ้าปเสนทิโกศล ทรงแสดงแก่พระเจ้าปเสนทิโกศล ในสมัยที่พระนางมัลลิกาเทวีสวรรคต ซึ่งพระเจ้าปเสนทิโกศลก็ทรงมีทุกข์ พระผู้มีพระภาคทรงตรัสแก่พระเจ้าปเสนทิโกศล ถึงฐานะ 5 ประการนี้ อันสมณะพราหมณ์ เทวดา มาร พรหม หรือใครๆ ในโลกไม่พึงได้ ข้อที่ 50 นารทสูตร ว่าด้วยพระนารทะ พระนารทะแสดงธรรมแก่พระเจ้ามุณฑะ ที่ทรงโศกเศร้าอย่างหนักจนไม่ยอมปฏิบัติราชกรณียกิจ หลังจากพระนางภัททาราชเทวีผู้เป็นที่รักได้สวรรคตไป มหาอำมาตย์จึงได้กราบทูลเชิญให้พระองค์เสด็จไปรับฟังธรรมจากพระนารทะ ณ กุกกุฏาราม เพื่อช่วยบรรเทาความทุกข์ใจ พระนารทะได้แสดงธรรมเกี่ยวกับ “ฐานะ 5 ประการ” ที่ใครๆในโลกไม่พึงได้ โดยให้พิจารณาตามความเป็นจริงเพื่อถอนลูกศรคือความโศกเศร้า ทำให้พระเจ้ามุณฑะทรงคลายทุกข์และกลับมาเข้มแข็งได้ในที่สุด พระไตรปิฎกเล่มที่ ๒๒ พระสุตตันตปิฎกเล่มที่ ๑๔ [ฉบับมหาจุฬาฯ] อังคุตตรนิกาย ปัญจกนิบาต มุณฑราชวรรค Hosted on Acast. See acast.com/privacy for more information.

หมวดธรรม 10 ประการใน อานิสังสวรรค หมวดว่าด้วยอานิสงส์ข้อที่ 6-7 มีโครงสร้างหมวดธรรมที่คล้ายกันแตกต่างกันที่คู่สนทนาข้อที่ 6 สมาธิสูตร ว่าด้วยการได้สมาธิของภิกษุ การสนทนาธรรมระหว่างพระอานนท์และพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ถึงภาวะสมาธิขั้นสูงที่ดูเหมือนขัดแย้งกัน คือ “ไม่มีสัญญาในสิ่งใด แต่ก็ยังคงมีสัญญา” (ปล่อยวางสัญญา แต่ไม่ทิ้งความรู้ตัว)ไม่มีสัญญาในสิ่งใด: จิตไม่ยึดถือหรือปรุงแต่งในธาตุ ๔ (ดิน น้ำ ไฟ ลม), อรูปฌาน ๔ และโลกนี้หรือโลกหน้าแต่ก็ยังคงมีสัญญา: จิตไม่ได้เลื่อนลอยหรือดับสูญ แต่ปักมั่นรับรู้เพียงสภาวะเดียว คือ ความสงบ ระงับ สละคืนกิเลส และความสิ้นตัณหา*สมาธิระดับนี้คือ ผลสมาบัติ อันเป็นสมาธิที่ไม่ยึดเหนี่ยวอารมณ์ทางรูปและอรูปใดๆ ในโลก แต่ปักมั่นอยู่ ณ สภาวะ(สัญญา)แห่งความดับกิเลสและความสงบเย็นของพระนิพพานเพียงอย่างเดียว ข้อที่ 7 สารีปุตตสูตร ว่าด้วยพระสารีบุตรตอบปัญหาพระอานนท์ การสนทนาธรรมระหว่างพระอานนท์และพระสารีบุตร ถึงเรื่อง “สมาธิที่ไม่อิงอาศัยสัญญา แต่ยังคงมีสัญญาอยู่” (หมวดธรรมคล้าย สมาธิสูตร) ซึ่งพระสารีบุตรได้เน้นอาการของสัญญาที่รับรู้ว่า "ความดับภพเป็นนิพพาน" ที่เกิด-ดับสืบต่อกันคล้ายเปลวไฟ ขัอที่ 8-10 มีโครงสร้างหมวดธรรมที่คล้ายกันแตกกันบางประการตามชื่อพระสูตรข้อที่ 8 ฌานสูตร ว่าด้วยภิกษุผู้มีฌาน เป็นพระสูตรที่ว่าด้วย "คุณสมบัติ 10 ประการที่ทำภิกษุให้เป็นผู้บริบูรณ์รอบด้าน" โดยพระพุทธองค์ทรงสอนให้ภิกษุสำรวจตนเอง หากยังขาดคุณธรรมข้อใดข้อหนึ่ง ให้เร่งบำเพ็ญองค์นั้นให้บริบูรณ์ เพื่อความหลุดพ้นจากอาสวกิเลส ข้อที่ 9 สันตวิโมกขสูตร ว่าด้วยสันตวิโมกข์ เน้นมาที่การน้อมจิตเข้าสู่ความวิเวกภายใน จนสามารถ "สัมผัสความหลุดพ้นอันสงบระงับ" เหนือสภาวะปรุงแต่ง และต่อยอดไปสู่การกำจัดกิเลสได้อย่างสิ้นเชิง ข้อที่ 10 วิชชาสูตร ว่าด้วยวิชชา พระสูตรนี้เน้นที่ "วิชชา" อันเป็นแสงสว่างแห่งปัญญาที่เข้าทำลายอวิชชา (ความไม่รู้) เมื่อปัญญารู้แจ้ง (วิชชา) ทำงานร่วมกับจิตที่ตั้งมั่น สังขารธรรมทั้งปวงจึงถูกถอดถอน นำไปสู่การหลุดพ้นจากกิเลสอย่างเด็ดขาด ข้อที่ 11 เสนาสนสูตร ว่าด้วยองค์ประกอบของเสนาสนะ เป็นพระสูตรที่พระพุทธเจ้าตรัสถึง "เสนาสนะที่เหมาะสมในการปฏิบัติธรรม" ร่วมกับ "คุณสมบัติของผู้ปฏิบัติ" เพื่อให้สามารถบรรลุธรรมเป็นพระอรหันต์ (เจโตวิมุตติ ปัญญาวิมุตติ) ได้ในเวลาไม่นาน*เมื่อ "ผู้ปฏิบัติที่มีความพร้อม" ได้ประจวบเหมาะกับ "สัปปายะ (สิ่งแวดล้อมที่เอื้ออำนวย)" การกระทำที่สุดแห่งทุกข์ย่อมสำเร็จได้โดยง่ายและรวดเร็ว พระไตรปิฎกเล่มที่ ๒๔ พระสุตตันตปิฎก ๑๖ [ฉบับมหาจุฬาฯ] อังคุตตรนิกาย ทสกนิบาต [๑. ปฐมปัณณาสก์] อานิสังสวรรค นาถกรณวรรค Hosted on Acast. See acast.com/privacy for more information.

หมวดธรรม 5 ประการใน มุณฑราชวรรค หมวดว่าด้วยพระเจ้ามุณฑราช ข้อที่ 41 อาทิยสูตร ว่าด้วยประโยชน์ที่ควรถือเอาจากโภคทรัพย์ แนวทางที่บุคคลควรนำทรัพย์ที่หามาได้ด้วยความขยันหมั่นเพียรและชอบธรรม ไปใช้ให้เกิดประโยชน์สูงสุด ได้แก่ เลี้ยงดูตนเองและครอบครัว, บำรุงมิตรสหายและผู้ร่วมงาน, ป้องกันอันตราย (เก็บไว้เป็นหลักประกันหรือทุนสำรอง), ทำพลี (สงเคราะห์บุคคลอื่น 5 ประการ), บำรุงพระสงฆ์ (นักบวช ผู้ประพฤติธรรม) ข้อที่ 42 สัปปุริสสูตร ว่าด้วยสัตบุรุษ อธิบายถึงคุณค่าของสัตบุรุษ (คนดี) เกิดมาเพื่อประโยชน์แก่คนหมู่มาก คนดีดูได้ที่ ศรัทธา ศีล สุตตะ จาคะ ปัญญา ท่านอุปมาเฆฆฝนที่ตั้งขึ้นย่อมมีคุณต่อชาวนาในการเพาะปลูก ข้อที่ 43 อิฏฐสูตร ว่าด้วยธรรมที่น่าปรารถนา ธรรมะ 5 อย่างที่ใครๆ ก็ปรารถนา คือ อายุ วรรณะ ความสุข ยศ สวรรค์ แต่พระพุทธเจ้าทรงสอนว่า สิ่งเหล่านี้ไม่อาจได้มาด้วยการอ้อนวอนหรือความอยาก เพราะการทำด้วยความอยากจะกลายเป็นการอ้อนวอนและติดกับดักความเพลินโดยไม่รู้ตัว แนวทางปฏิบัติที่ถูกต้องคือการ "สร้างเหตุที่ถูกต้องด้วยใจที่ปล่อยวาง" ปฏิบัติอย่างมีสติและแยบคาย ทำหน้าที่ของตนไปโดยไม่อยากและไม่เพลิน ยอมรับผลที่เกิดขึ้นอย่างเท่าทัน (ได้ก็ดี ไม่ได้ก็ไม่เป็นไร) ผู้ที่ปฏิบัติเช่นนี้จะสามารถรักษาประโยชน์สุขไว้ได้ทั้งในโลกนี้และโลกหน้า ข้อที่ 44 มนาปทายีสูตร ว่าด้วยผู้ให้สิ่งที่น่าพอใจ “อุคคคหบดี” ชาวกรุงเวสาลี ได้รับการยกย่องจากพระพุทธเจ้าให้เป็น เอตทัคคะในฝ่ายผู้ถวายสิ่งของที่น่าพอใจ ในวัยชราท่านระลึกถึงพระพุทธพจน์ที่ว่า "ผู้ให้สิ่งที่ชอบใจ ย่อมได้สิ่งที่ชอบใจ" จึงตั้งใจถวายเฉพาะของประณีตที่แด่พระพุทธเจ้า ผลบุญส่งผลให้ท่านไปเกิดเป็น "อุคคเทพบุตร" มีกายทิพย์อันงดงาม และได้กลับมาเข้าเฝ้าพระพุทธเจ้าเพื่อกราบทูลยืนยันด้วยความปิติว่่า ผลลัพธ์อันประเสริฐตามที่ปรารถนาได้สำเร็จผลจริงทุกประการ พระไตรปิฎกเล่มที่ ๒๒ พระสุตตันตปิฎกเล่มที่ ๑๔ [ฉบับมหาจุฬาฯ] อังคุตตรนิกาย ปัญจกนิบาต มุณฑราชวรรค Hosted on Acast. See acast.com/privacy for more information.

หมวดธรรม 10 ประการใน อานิสังสวรรค หมวดว่าด้วยอานิสงส์ข้อที่ 1 กิมัตถิยสูตร ว่าด้วยคำถามเกี่ยวกับผลแห่งศีล โดยพระอานนท์ทูลถามพระพุทธเจ้าถึง “อานิสงส์ของศีล” ซึ่งตรัสตอบว่าศีลเป็นกุศลมีผลเป็นทอด ๆ เชื่อมโยงกันไปจนถึงพระอรหัตผล ได้แก่ ศีล → อวิปปฏิสาร (ความไม่ร้อนใจ) → ปราโมทย์ (ความบันเทิงใจ) → ปีติ (ความอิ่มใจ) → ปัสสัทธิ (ความสงบกายใจ) → สุข → สมาธิ → ยถาภูตญาณทัสสนะ (ความรู้เห็นตามความเป็นจริง) → นิพพิทาวิราคะ (ความเบื่อหน่ายและคลายกำหนัด) → วิมุตติญาณทัสสนะ (ความรู้แจ้งในการหลุดพ้น)*ศีลจึงเป็นฐานที่เกื้อหนุนจิตใจให้ก้าวหน้าตามลำดับ จนกระทั่งบรรลุถึง พระอรหันต์ โดยสมบูรณ์ ข้อที่ 2 เจตนากรณียสูตร ว่าด้วยกรรมที่ไม่ต้องทำด้วยความตั้งใจ เป็นพระสูตรที่ว่าด้วยเหตุและผลของสภาวธรรมตามธรรมชาติ โดยไม่ต้องใช้เจตนาบังคับ เมื่อบุคคลรักษาศีลบริบูรณ์แล้ว ธรรมะขั้นต่อไปจะหลั่งไหลส่งผลต่อเนื่องกันไปเองตามลำดับ (ดูข้อธรรม 10 ประการใน กิมัตถิยสูตร)*กระบวนการนี้ทำงานเชื่อมโยงกันอย่างเป็นธรรมชาติ เมื่อเหตุข้อแรกสมบูรณ์ ผลข้อถัดไปจะหลั่งไหลมาให้ผลเองโดยอัตโนมัติ โดยที่ผู้ปฏิบัติไม่ต้องไปตั้งเจตนาบังคับเอาผลในตอนท้ายเลย ข้อที่ 3 -5 ปฐม-ทุติย-ตติยอุปนิสสูตร ว่าด้วยธรรมมีเหตุให้ถูกขจัด สูตรที่ ๑-๓ มีเนื้อหาธรรมเหมือนกัน แต่แตกต่างกันที่ผู้แสดงธรรม (สูตรที่๑ พระพุทธเจ้า, สูตรที่๒ พระสารบุตร, สูตรที่๓ พระอานนท์) แสดงถึงห่วงโซ่ของธรรมที่เป็นเหตุเป็นผลต่อเนื่องกัน โดยชี้ให้เห็นว่า การทุศีล (ศีลวิบัติ) เป็นต้นเหตุที่ไปขจัด (ขัดขวาง/ตัดตอน) คุณธรรมขั้นถัดไป ทำให้กระบวนการปฏิบัติธรรมไม่สามารถดำเนินไปสู่นิพพานได้ (ดูข้อธรรม 10 ประการใน กิมัตถิยสูตร *แต่เป็นฝ่ายดับ/ขจัด) พระไตรปิฎกเล่มที่ ๒๔ พระสุตตันตปิฎก ๑๖ [ฉบับมหาจุฬาฯ] อังคุตตรนิกาย ทสกนิบาต [๑. ปฐมปัณณาสก์] อานิสังสวรรค Hosted on Acast. See acast.com/privacy for more information.

หมวดธรรม 5 ประการใน สุมนวรรค หมวดว่าด้วยสุมนาราชกุมารี เกี่ยวกับอุบาสกอุบาสิกาเป็นเรื่องของการให้ทานการครองเรือนข้อที่ 34 สีหเสนาปติสูตร ว่าด้วยสีหเสนาบดี สีหเสนาบดีทูลถามเรื่องผลแห่งทานที่จะเห็นได้ด้วยตนเอง การไม่เผลอเพลินในกามคุณทั้ง 5 จะทำให้ได้อานิสงส์ 5 อย่างนี้ คือ เป็นที่รัก สัตบุรุษคบหา ชื่อเสียงขจรขจาย ไม่ครั่นคร้าม เมื่อตายย่อมไปสุคติ ข้อที่ 35 ทานานิสังสสูตร ว่าด้วยอานิสงส์การให้ทาน เหมือนในข้อที่ 34 ต่างตรงข้อที่ 4 คือผู้ให้ทานย่อมไม่เหินห่างจากธรรมของคฤหัสถ์ ซึ่งก็คือการไม่ครั่นคร้ามเวลาเข้าหมู่นั่นเอง ข้อที่ 36 กาลทานสูตร ว่าด้วยกาลทาน กาลทานคือเฉพาะเวลานั้นเท่านั้นที่จะสามารถทำอย่างนั้นได้ มีจุดเริ่มและจุดจบ ในที่นี้ยังชี้ให้เห็นพรที่นางวิสาขาขอ นางเป็นผู้ฉลาดในการให้ทานที่เป็นทั้งกาลทานและนิจทาน ข้อที่ 37 โภชนทานสูตร ว่าด้วยการให้โภชนะ การให้อาหารคือการให้ทุกอย่าง คือ อายุ วรรณะ พละ สุขะ ปฏิภาณหรือปัญญา เมื่อตายไปจะได้รับอานิสงส์อันเป็นทิพย์นี้ด้วย ทานมากน้อยควรทำ ปริมาณไม่ได้เกี่ยวกับบุญมากบุญน้อย อยู่ที่ศรัทธา ทำตามกำลังทรัพย์แล้วตั้งศรัทธาไว้ให้มาก เราจะได้ฐานะ 5 อย่างนี้ ข้อที่ 38 สัทธสูตร ว่าด้วยอานิสงส์แห่งศรัทธา เมื่อศรัทธาแล้วย่อมได้รับอานิสงส์จากสัตบุรุษก่อนใครอื่น คือ อนุเคราะห์ ไปหา ให้การต้อนรับ แสดงธรรม และตายก็ไปสู่สุคติ ข้อที่ 39 ปุตตสูตร ว่าด้วยบุตร มารดาบิดาที่ปรารถนาบุตรควรสอนบุตรให้ห้ามจากบาปและตั้งอยู่ในความดีแล้วจะได้รับอานิสงส์นี้ ข้อที่ 40 มหาสาลปุตตสูตร ว่าด้วยต้นสาละใหญ่กับกุลบุตร เปรียบต้นสาละใหญ่ที่อยู่ในดินดีย่อมมีกิ่งใบ ใบอ่อน เปลือก สะเก็ด กระพี้ แก่น ที่สมบรูณ์ กุลบุตรถ้ามีศรัทธา ศีล สุตตะ จาคะ ปัญญา ก็จะเจริญในธรรมวินัยนี้ 5 ข้อนี้เปรียบเหมือนน้ำหล่อเลี้ยงจิตใจนั่นเอง พระไตรปิฎกเล่มที่ ๒๒ พระสุตตันตปิฎกเล่มที่ ๑๔ [ฉบับมหาจุฬาฯ] อังคุตตรนิกาย ปัญจกนิบาต สุมนวรรค Hosted on Acast. See acast.com/privacy for more information.

หมวดธรรม 9 ประการใน อิทธิปาทวรรค หมวดว่าอิทธิบาท และ ราคเปยยาลข้อที่ 83-92 “พลังแห่งความสำเร็จ สู่ความหลุดพ้น” พระสูตรกลุ่มนี้ (อิทธิปาทวรรค) ยังคงร้อยเรียงด้วยโครงสร้าง "ธรรม 9 ประการ" แบบเดียวกับ สติปัฏฐานวรรค และ สัมมัปปธานวรรค โดยเปลี่ยนเครื่องมือหลักมาที่ "อิทธิบาท 4" (คุณธรรมสู่ความสำเร็จ) เพื่อเป็นพลังในการทลายอกุศลธรรม 5 ประการในหมวดต่าง ๆ เช่น ธรรมที่ทำให้ท้อแท้ในสิกขา (ทุศีล ๕) / นิวรณ์ ๕ / กามคุณ ๕ / อุปทานขันธ์ ๕ / สังโยชน์เบื้องต่ำ ๕ / สังโยชน์เบื้องสูง ๕ / คติ ๕ / ความตระหนี่ ๕ / ตะปูตรึงใจ ๕ / กิเลสผูกพันใจ ๕ ข้อที่ 93-432 “ล้างบางกิเลสสู่พระนิพพาน” พระสูตรกลุ่มนี้ (ราคเปยยาล) เป็นบทสรุปการปฏิบัติต่ออุปกิเลส 16 ทุกรูปแบบ ตั้งแต่การ "รู้ยิ่ง" "กำหนดรู้" "ละ" ไปจนถึง "การสละคืน" ให้สิ้นซาก โดยใช้เครื่องมือคือ สัญญา 9 ประการ และ อนุปุพพวิหารสมาบัติ 9จบ นวกนิบาต (หมวดธรรม 9 ประการ) จบบริบูรณ์ พระไตรปิฎกเล่มที่ ๒๓ พระสุตตันตปิฎกเล่มที่ ๑๕ [ฉบับมหาจุฬาฯ] อังคุตตรนิกาย นวกนิบาต อิทธิปาทวรรค, ราคเปยยาล Hosted on Acast. See acast.com/privacy for more information.

หมวดธรรม 5 ประการใน ปัญจังคิกวรรค และ สุมนวรรคข้อที่ 30 นาคิตสูตร ว่าด้วยพระนาคิตะ เป็นพระสูตรที่พระพุทธเจ้าทรงแสดงแก่พระนาคิตะ (พระอุปัฏฐาก) ณ ป่าอิจฉานังคละ เพื่อเตือนสติเรื่องการไม่ติดในลาภสักการะ สรรเสริญ และชื่อเสียง โดยทรงย้ำว่า "เราไม่ติดยศ และยศก็ไม่ติดเรา" ทรงสรรเสริญความสุขจากเนกขัมมสุขว่าเป็นสุขที่แท้จริงเหนือกว่าสุขที่อิงอาศัยลาภยศและการนอนหลับ พร้อมทั้งแสดง "เหตุและผลลัพธ์ 5 ประการ" เพื่อชี้ให้เห็นความจริงของโลก ดังนี้เหตุจากอาหารที่กิน ดื่ม เคี้ยว ลิ้มรส -> ผลคือ กลายเป็นอุจจาระและปัสสาวะ เหตุจากความรัก เมื่อสิ่งที่รักแปรเปลี่ยนไป -> ผลคือ เกิดความโศกเศร้า ทุกข์ใจ คับแค้นใจ เหตุจากการเพ่งอสุภะ (พิจารณาความไม่งามของร่างกาย) -> ผลคือ เห็นความน่าเกลียดปฏิกูลในสิ่งสวยงาม เหตุจากการพิจารณาผัสสะไม่เที่ยง (อายตนะทั้ง 6) -> ผลคือ ย่อมเกิดความเบื่อหน่ายในผัสสะทั้งหลาย เหตุจากการพิจารณาเกิด-ดับในอุปาทานขันธ์ 5 -> ผลคือ ย่อมเกิดความเบื่อหน่ายหลุดพ้นจากอุปาทาน*พระพุทธเจ้าทรงสรรเสริญความสุขที่เกิดจากความสงบภายใน (เนกขัมมสุข) และทรงสอนให้ภิกษุมองเห็นผลลัพธ์ตามความเป็นจริงของโลก เพื่อสลัดตัดความหลงผิดและเข้าถึงความหลุดพ้นข้อที่ 31 สุมนสูตร ว่าด้วยสุมนาราชกุมารี เกี่ยวกับผลที่เป็นทิพย์ 5 อย่าง คือ อายุ วรรณะ ความสุข ยศ และอธิปไตย ที่ทำให้แตกต่างกันของผู้ที่ให้ทานกับไม่ได้ให้ แม้จะมีศรัทธา ศีล ปัญญาเสมอกัน กระทั่งผู้ที่ออกบวชที่เคยเป็นผู้ให้ (ทายก) ก็จะได้รับปัจจัยสี่และได้รับการประพฤติกายกรรมวจีกรรมมโนกรรมอันเป็นที่น่าพอใจกว่าดีกว่าข้อที่ 32 จุนทีสูตร ว่าด้วยจุนทีราชกุมารี กล่าวถึงองค์คุณ 4 อย่างของผู้ที่จะไปสู่กระแสหรือโสตาปัตติยังคะ 4 คือ บุคคลที่มีพระพุทธพระธรรมพระสงฆ์เป็นสรณะ และรักษาศีล 5 ได้ดี เมื่อตายไปย่อมเกิดในสุคติอย่างเดียว ไม่เกิดในทุคติเลย ส่งผลให้มีบุญ 5 อย่าง คือ อายุ วรรณะ เกียรติยศ สุข และพละข้อที่ 33 อุคคหสูตร ว่าด้วยอุคคหเศรษฐี ปรารภอุคคตเศรษฐีที่ลูกสาวจะออกเรือน จึงนิมนต์พระพุทธเจ้าแล้วได้สอบถามคำถามได้ฟังธรรม 5 อย่างที่เมื่อไปอยู่บ้านสามี จะทำให้อยู่เป็นสุขในปัจจุบัน เมื่อตายไปจะเกิดในสวรรค์พระไตรปิฎกเล่มที่ ๒๒ พระสุตตันตปิฎกเล่มที่ ๑๔ [ฉบับมหาจุฬาฯ] อังคุตตรนิกาย ปัญจกนิบาต ปัญจังคิกวรรค สุมนวรรค Hosted on Acast. See acast.com/privacy for more information.

หมวดธรรม 9 ประการ ในเขมวรรค, สติปัฏฐานวรรค และสัมมัปปธานวรรคพระสูตรข้อที่ 62-82 นี้ร้อยเรียงด้วยโครงสร้าง "ธรรม 9 ประการ" เพื่อเปลี่ยนจิตปุถุชนผู้หมดสิทธิ์ (อภัพพะ) ให้กลายเป็นพระอรหันต์ผู้ถึงพระนิพพาน โดยแบ่งเนื้อหาเป็น 3 ส่วนหลักดังนี้ ข้อที่ 62 อภัพพสูตร ว่าด้วยผู้อาจและไม่อาจเพื่อทำให้แจ้งอรหัตตผล หากบุคคลใดไม่ละขาดอกุศลธรรม 9 ประการนี้ จะเป็นผู้ "ไม่อาจ" (อภัพพะ) บรรลุธรรมแต่หากละได้ จะเป็น "ผู้อาจ" บรรลุอรหัตตผล ได้แก่ ราคะ, โทสะ, โมหะ, โกธะ (โกรธ), อุปนาหะ (ผูกโกรธ), มักขะ (ลบหลู่คุณ), ปฬาสะ (ตีเสมอ), อิสสา (ริษยา), มัจฉริยะ (ตระหนี่) ข้อที่ 63-72 “เจริญสติปัฏฐาน 4 เพื่อละกิเลส” พระสูตรกลุ่มนี้ (สติปัฏฐานวรรค) ทรงให้นำ “สติปัฏฐาน 4” (กาย เวทนา จิต ธรรม) มาเป็นเครื่องมือหลักในการพิจารณาเพื่อ "ละอกุศลธรรมและเครื่องผูกมัด" ในแง่มุมต่างๆ ของแต่ละพระสูตร เช่น:ละธรรมกระทำให้ท้อถอย / ละนิวรณ์ / ละกามคุณ / ละอุปาทานขันธ์ / ละสังโยชน์เบื้องต่ำ-เบื้องสูง / ละตะปูตรึงใจ / ละกิเลสผูกพันใจ ข้อที่ 73-82 “เจริญความเพียร เพื่อทลายกิเลส” พระสูตรกลุ่มสุดท้าย (สัมมัปปธานวรรค) ใช้โครงสร้างคู่ขนานกัน แต่เปลี่ยนมาเน้นที่ สัมมัปปธาน 4 (ความเพียรชอบ 4 ประการ) เพื่อเป็นพลังขับเคลื่อนในการ "ละอกุศลธรรมและเครื่องผูกมัด" (ในหมวดนิวรณ์ กามคุณ สังโยชน์ ฯลฯ เช่นเดียวกับหมวดสติปัฏฐาน) ให้สำเร็จเด็ดขาด พระไตรปิฎกเล่มที่ ๒๓ พระสุตตันตปิฎกเล่มที่ ๑๕ [ฉบับมหาจุฬาฯ] อังคุตตรนิกาย นวกนิบาต เขมวรรค สติปัฏฐานวรรค สัมมัปปธานวรรค Hosted on Acast. See acast.com/privacy for more information.

หมวดธรรม 5 ประการใน ปัญจังคิกวรรค หมวดว่าด้วยการเจริญสัมมาสมาธิที่ประกอบด้วยองค์ ๕ข้อที่ 28 ปัญจังคิกสูตร ว่าด้วยการเจริญสัมมาสมาธิที่ประกอบด้วยองค์ ๕ ซึ่งหมายถึง การไล่มาตามลำดับของการได้มาซึ่ง “ฌานทั้ง 4 และปัจจเวกขณนิมิต” (การทบทวนองค์ฌานหรือสิ่งที่ตนรู้เห็นด้วยปัญญา) จะได้ทราบอุปมาอุปไมยของการได้มาซึ่งฌานนั้น ๆ การเห็นอะไรจึงจะเลื่อนขึ้นในฌานที่สูงขึ้นไปละเอียดลงไปได้ ก็ต้องขจัดความหยาบของฌานที่ได้อยู่แล้วจึงจะพัฒนาต่อไปได้ เมื่อได้ฌานทั้ง 4 บวกกับปัจจเวกขณนิมิต คือ ญาณในการรู้ว่าเรามีเราละอะไรได้ จะทำให้ละเอียดขึ้นได้อย่างไร และการเห็นองค์ประกอบต่าง ๆ ในฌานต่าง ๆ ได้ชัดเจน จิตใจของคนเราถ้ามีสัมมาสมาธิที่ประกอบด้วยองค์ 5 ประการนี้แล้ว จะเกิดประโยชน์ในการกำจัดกิเลสได้ วิชชา 6 จะเกิดขึ้น ทำปัญญาให้เกิดขึ้นได้ นี่คือจุดที่สมาธิจะเปลี่ยนเป็นปัญญา ตลอดกระบวนการต้องมีสติอยู่แล้วจึงจะสามารถรู้เห็นตรงนี้ได้ และปัจจเวกขณนิมิตมีได้ในทุกระดับฌาน เป็นตัวที่จะทำให้ฌานเลื่อนขึ้นได้เร็ว ข้อที่ 29 จังกมสูตร ว่าด้วยการเดินจงกรม “จังกม” แปลว่าการเดิน ทำให้เกิดอานิสงส์ คือ 1. อดทนต่อการเดินทางไกล 2. อดทนต่อการทำความเพียร นี่คืออดทนต่อสิ่งที่อดทนได้ยาก รู้อยู่ว่าทุกข์แต่อยู่กับมันได้ 3. อาหารย่อยได้ง่าย 4. มีอาพาธน้อย นี่คือมีสุขภาพดี มีเวทนาเบาบาง 5. สมาธิที่เกิดตั้งอยู่ได้นาน ในอิริยาบถหยาบ ๆ ยังสามารถทำสมาธิให้เกิดขึ้น ยิ่งทุกข์มากยิ่งเห็นธรรมะ มีปัญญาในการแก้ปัญหา พระไตรปิฎกเล่มที่ ๒๒ พระสุตตันตปิฎกเล่มที่ ๑๔ [ฉบับมหาจุฬาฯ] อังคุตตรนิกาย ปัญจกนิบาต ปัญจังคิกวรรค Hosted on Acast. See acast.com/privacy for more information.

หมวดธรรม 9 ประการใน สามัญญวรรค หมวดว่าด้วยสามัญญธรรม และเขมวรรค หมวดว่าด้วยเหตุให้ตรัสเรียกว่าเขมะข้อที่ 43-61 เป็นการสนทนาธรรมระหว่าง พระอุทายี และ พระอานนท์ ในหัวข้อต่าง ๆ ดังนี้ข้อที่ 43 กายสักขีสูตร ว่าด้วยบุคคลผู้เป็นกายสักขี (เด่นด้านสมาธิ/ฌานสมาบัติ) ว่าด้วย "กายสักขีบุคคล" หรือ บุคคลผู้เป็นพยานด้วยนามกาย ซึ่งหมายถึงผู้ที่ใช้จิตหรือนามกายสัมผัสถูกต้องวิโมกข์ (หรือฌาน) ก่อน แล้วจึงบรรลุธรรมด้วยปัญญาในภายหลัง ซึ่งแบ่งออกเป็น 2 ลักษณะใหญ่ ๆ คือ โดยปริยาย(ขั้นต้น-ขั้นกลาง/ผู้ยังไม่สิ้นอาสวะ) ได้แก่ ฌาน 1-8 และ โดยนิปปริยาย (ขั้นสูงสุด/ผู้สิ้นอาสวะ) ได้แก่ ผู้ที่สามารถเข้าถึงสัญญาเวทยิตนิโรธ ข้อที่ 44 ปัญญาวิมุตตสูตร ว่าด้วยบุคคลผู้เป็นปัญญาวิมุต (ผู้หลุดพ้นด้วยปัญญา) หมายถึง ผู้ปฏิบัติที่ไม่ได้เน้นการเข้าสมาบัติลึกซึ้ง (แช่ในฌาน) แต่เป็นผู้ที่ "ใช้ปัญญาเพ่งพินิจพิจารณาเพื่อตัดขาดกิเลส" (วิป้สสนา) โดยตรง แบ่งออกได้เป็น 2 ลักษณะ คือ โดยปริยาย และ โดยนิปปริยาย ข้อที่ 45 อุภโตภาควิมุตตสูตร ว่าด้วยบุคคลผู้เป็นอุภโตภาควิมุต (ผู้หลุดพ้นทั้งสองส่วน / สมถะ&วิปัสสนา) หมายถึง พระอริยบุคคลผู้หลุดพ้นด้วยเจโตวิมุตติและปัญญาวิมุตติ แบ่งออกได้เป็น 2 ลักษณะ คือโดยปริยายและโดยนิปปริยาย เช่นกัน ข้อที่ 46-61 ใช้ระบบองค์ธรรมเดียวกันทั้งหมด คือ “อนุปุพพวิหาร 9” (รูปฌาน อรูปฌาน และ สัญญาเวทยิตนิโรธ) เป็นบรรทัดฐานในการอธิบายเพื่อชี้ให้เห็นว่า คำว่า นิพพาน, เขมะ, อมตะ, อภัย, ปัสสัทธิ, และนิโรธ นั้น สามารถสัมผัสได้จริงด้วยนามกายตั้งแต่ขั้นสมาธิระดับฌาน (โดยปริยาย) ไปจนถึงการสิ้นอาสวกิเลสอย่างสมบูรณ์เด็ดขาดด้วยปัญญา (โดยนิปปริยาย) พระไตรปิฎกเล่มที่ ๒๓ พระสุตตันตปิฎกเล่มที่ ๑๕ [ฉบับมหาจุฬาฯ] อังคุตตรนิกาย นวกนิบาต สามัญญวรรค เขมวรรค Hosted on Acast. See acast.com/privacy for more information.