
Hosted by ปัญญา ภาวนา ฟังธรรมะ ปัญญาภาวนา Panya Bhavana · TH
Hosted on Acast. See acast.com/privacy for more information.

หมวดธรรม 5 ประการใน ปัญจังคิกวรรค หมวดว่าด้วยการเจริญสัมมาสมาธิที่ประกอบด้วยองค์ ๕ข้อที่ 28 ปัญจังคิกสูตร ว่าด้วยการเจริญสัมมาสมาธิที่ประกอบด้วยองค์ ๕ ซึ่งหมายถึง การไล่มาตามลำดับของการได้มาซึ่ง “ฌานทั้ง 4 และปัจจเวกขณนิมิต” (การทบทวนองค์ฌานหรือสิ่งที่ตนรู้เห็นด้วยปัญญา) จะได้ทราบอุปมาอุปไมยของการได้มาซึ่งฌานนั้น ๆ การเห็นอะไรจึงจะเลื่อนขึ้นในฌานที่สูงขึ้นไปละเอียดลงไปได้ ก็ต้องขจัดความหยาบของฌานที่ได้อยู่แล้วจึงจะพัฒนาต่อไปได้ เมื่อได้ฌานทั้ง 4 บวกกับปัจจเวกขณนิมิต คือ ญาณในการรู้ว่าเรามีเราละอะไรได้ จะทำให้ละเอียดขึ้นได้อย่างไร และการเห็นองค์ประกอบต่าง ๆ ในฌานต่าง ๆ ได้ชัดเจน จิตใจของคนเราถ้ามีสัมมาสมาธิที่ประกอบด้วยองค์ 5 ประการนี้แล้ว จะเกิดประโยชน์ในการกำจัดกิเลสได้ วิชชา 6 จะเกิดขึ้น ทำปัญญาให้เกิดขึ้นได้ นี่คือจุดที่สมาธิจะเปลี่ยนเป็นปัญญา ตลอดกระบวนการต้องมีสติอยู่แล้วจึงจะสามารถรู้เห็นตรงนี้ได้ และปัจจเวกขณนิมิตมีได้ในทุกระดับฌาน เป็นตัวที่จะทำให้ฌานเลื่อนขึ้นได้เร็ว ข้อที่ 29 จังกมสูตร ว่าด้วยการเดินจงกรม “จังกม” แปลว่าการเดิน ทำให้เกิดอานิสงส์ คือ 1. อดทนต่อการเดินทางไกล 2. อดทนต่อการทำความเพียร นี่คืออดทนต่อสิ่งที่อดทนได้ยาก รู้อยู่ว่าทุกข์แต่อยู่กับมันได้ 3. อาหารย่อยได้ง่าย 4. มีอาพาธน้อย นี่คือมีสุขภาพดี มีเวทนาเบาบาง 5. สมาธิที่เกิดตั้งอยู่ได้นาน ในอิริยาบถหยาบ ๆ ยังสามารถทำสมาธิให้เกิดขึ้น ยิ่งทุกข์มากยิ่งเห็นธรรมะ มีปัญญาในการแก้ปัญหา พระไตรปิฎกเล่มที่ ๒๒ พระสุตตันตปิฎกเล่มที่ ๑๔ [ฉบับมหาจุฬาฯ] อังคุตตรนิกาย ปัญจกนิบาต ปัญจังคิกวรรค Hosted on Acast. See acast.com/privacy for more information.

หมวดธรรม 9 ประการใน สามัญญวรรค หมวดว่าด้วยสามัญญธรรม และเขมวรรค หมวดว่าด้วยเหตุให้ตรัสเรียกว่าเขมะข้อที่ 43-61 เป็นการสนทนาธรรมระหว่าง พระอุทายี และ พระอานนท์ ในหัวข้อต่าง ๆ ดังนี้ข้อที่ 43 กายสักขีสูตร ว่าด้วยบุคคลผู้เป็นกายสักขี (เด่นด้านสมาธิ/ฌานสมาบัติ) ว่าด้วย "กายสักขีบุคคล" หรือ บุคคลผู้เป็นพยานด้วยนามกาย ซึ่งหมายถึงผู้ที่ใช้จิตหรือนามกายสัมผัสถูกต้องวิโมกข์ (หรือฌาน) ก่อน แล้วจึงบรรลุธรรมด้วยปัญญาในภายหลัง ซึ่งแบ่งออกเป็น 2 ลักษณะใหญ่ ๆ คือ โดยปริยาย(ขั้นต้น-ขั้นกลาง/ผู้ยังไม่สิ้นอาสวะ) ได้แก่ ฌาน 1-8 และ โดยนิปปริยาย (ขั้นสูงสุด/ผู้สิ้นอาสวะ) ได้แก่ ผู้ที่สามารถเข้าถึงสัญญาเวทยิตนิโรธ ข้อที่ 44 ปัญญาวิมุตตสูตร ว่าด้วยบุคคลผู้เป็นปัญญาวิมุต (ผู้หลุดพ้นด้วยปัญญา) หมายถึง ผู้ปฏิบัติที่ไม่ได้เน้นการเข้าสมาบัติลึกซึ้ง (แช่ในฌาน) แต่เป็นผู้ที่ "ใช้ปัญญาเพ่งพินิจพิจารณาเพื่อตัดขาดกิเลส" (วิป้สสนา) โดยตรง แบ่งออกได้เป็น 2 ลักษณะ คือ โดยปริยาย และ โดยนิปปริยาย ข้อที่ 45 อุภโตภาควิมุตตสูตร ว่าด้วยบุคคลผู้เป็นอุภโตภาควิมุต (ผู้หลุดพ้นทั้งสองส่วน / สมถะ&วิปัสสนา) หมายถึง พระอริยบุคคลผู้หลุดพ้นด้วยเจโตวิมุตติและปัญญาวิมุตติ แบ่งออกได้เป็น 2 ลักษณะ คือโดยปริยายและโดยนิปปริยาย เช่นกัน ข้อที่ 46-61 ใช้ระบบองค์ธรรมเดียวกันทั้งหมด คือ “อนุปุพพวิหาร 9” (รูปฌาน อรูปฌาน และ สัญญาเวทยิตนิโรธ) เป็นบรรทัดฐานในการอธิบายเพื่อชี้ให้เห็นว่า คำว่า นิพพาน, เขมะ, อมตะ, อภัย, ปัสสัทธิ, และนิโรธ นั้น สามารถสัมผัสได้จริงด้วยนามกายตั้งแต่ขั้นสมาธิระดับฌาน (โดยปริยาย) ไปจนถึงการสิ้นอาสวกิเลสอย่างสมบูรณ์เด็ดขาดด้วยปัญญา (โดยนิปปริยาย) พระไตรปิฎกเล่มที่ ๒๓ พระสุตตันตปิฎกเล่มที่ ๑๕ [ฉบับมหาจุฬาฯ] อังคุตตรนิกาย นวกนิบาต สามัญญวรรค เขมวรรค Hosted on Acast. See acast.com/privacy for more information.

หมวดธรรม 5 ประการใน ปัญจังคิกวรรค หมวดว่าด้วยการเจริญสัมมาสมาธิที่ประกอบด้วยองค์ ๕ เป็นเรื่องเกี่ยวกับการได้มาซึ่งสัมมาสมาธิจนไล่ลำดับไปถึงปัญญาเพื่อการหลุดพ้น ข้อที่ 21 ปฐมอคารวสูตร ว่าด้วยความไม่เคารพ สูตรที่ ๑ เริ่มจากสิ่งเล็ก ๆ น้อย ๆ แล้วค่อย ๆ ทำให้เกิดสิ่งที่ยิ่งใหญ่ตามมา นั่นคือ เริ่มจากการมีความเคารพยำเกรงในเพื่อนผู้ประพฤติพรหมจรรย์ก่อให้เกิดอภิสมาจาริกธรรม อภิสมาจาริกธรรมก่อให้เกิดเสขธรรม เสขธรรมก่อให้เกิดศีล ศีลก่อให้เกิดสัมมาทิฏฐิ สัมมาทิฏฐิก่อให้เกิดสัมมาสมาธิ ข้อที่ 22 ทุติยอคารวสูตร ว่าด้วยความไม่เคารพ สูตรที่ ๒ เปลี่ยนตรง 3 ข้อสุดท้ายจากศีลเป็นสีลขันธ์ จากสัมมาทิฏฐิเป็นสมาธิขันธ์ จากสัมมาสมาธิเป็นปัญญาขันธ์ เป็นความละเอียดลงไปในแต่ละข้อ ศีลก็เป็นเหตุให้เกิดสมาธิ สมาธิต่อยอดขึ้นไปก็เป็นปัญญาขึ้นมา ข้อที่ 23 อุปกิเลสสูตร ว่าด้วยความเศร้าหมอง เปรียบเทียบอุปมาอุปไมยเครื่องเศร้าหมอง 5 อย่างของทองกับของจิต ที่เมื่อกำจัดออกไปแล้วจะทำให้ถึงซึ่งนิพพานได้ เครื่องเศร้าหมองของจิตก็คือ นิวรณ์ ๕ นั่นเอง จะกำจัดออกไปได้ก็ด้วยสติ ถ้าเรากำจัดนิวรณ์ออกไปจากจิตได้ ความรู้ 6 อย่างจะเกิดขึ้น และจะเป็นตัวที่จะทำให้บรรลุธรรมได้ ข้อที่ 24 ทุสสีลสูตร ว่าด้วยโทษแห่งความทุศีลและคุณแห่งความมีศีล เปรียบกับต้นไม้ที่มีกิ่งหัก สะเก็ด เปลือก กระพี้ และแก่นจะสมบรูณ์ไปได้อย่างไร เหมือนกับผู้ทุศีลจะไม่สามารถมีสัมมาสมาธิได้ เมื่อไม่มีสัมมาสมาธิการเห็นตามความเป็นจริงย่อมเกิดขึ้นไม่ได้ เพราะศีลเปรียบเหมือนฐานรากของทุกสิ่ง ถ้าศีลสมบรูณ์บริบรูณ์ก่อให้เกิดสัมมาสมาธิที่สมบรูณ์บริบรูณ์ จนทำให้เกิดปัญญาในการเห็นความไม่เที่ยง เกิดยถาภูตญาณทัสสนะ นิพพิทา วิราคะ ทำวิมุตติให้เกิดขึ้นได้ ข้อที่ 25 อนุคคหิตสูตร ว่าด้วยธรรมสนับสนุนสัมมาทิฏฐิ ศีล สุตตะ สากัจฉา สมถะ และวิปัสสนา 5 อย่างนี้เป็นองค์ประกอบของสัมมาทิฏฐิ ข้อที่ 26 วิมุตตายตนสูตร ว่าด้วยเหตุแห่งวิมุตติ บอกถึงลักษณะของบุคคลที่จะบรรลุธรรมได้จากการฟัง การแสดงธรรม การสาธยายธรรม ตรึกตามตรองตามเรื่องที่ได้ฟังมา และมีสมาธิดีจนเข้าใจธรรม ข้อที่ 27 สมาธิสูตร ว่าด้วยการเจริญสมาธิเพื่อให้ญาณเกิดขึ้น สมาธิที่เจริญแล้วทำให้เกิดญาณความรู้เฉพาะตนขึ้น สมาธิเราก้าวหน้าหรือไม่ ดูได้จากการเกิดขึ้นหรือไม่ของ 5 ข้อนี้ พระไตรปิฎกเล่มที่ ๒๒ พระสุตตันตปิฎกเล่มที่ ๑๔ [ฉบับมหาจุฬาฯ] อังคุตตรนิกาย ปัญจกนิบาต ปัญจังคิกวรรค Hosted on Acast. See acast.com/privacy for more information.

หมวดธรรม 9 ประการใน มหาวรรค และ สามัญญวรรค ข้อที่ 40 นาคสูตร ว่าด้วยการหาความสงบของพญาช้าง เป็นพระสูตรที่เปรียบเทียบพฤติกรรมของพญาช้างผู้แสวงหาความสงบ กับการปฏิบัติของพระภิกษุ เพื่อเป็นอุบายสอนใจในการละทิ้งความวุ่นวายและเข้าสู่ความสงบวิเวก คือการสอนให้เห็นคุณค่าของการ "ปลีกวิเวก" เมื่อจิตใจถูกรบกวนจากสิ่งแวดล้อมรอบข้าง การแยกตัวออกมาอยู่ตามลำพังเพื่อทบทวนตัวเองและทำจิตใจให้สงบ เป็นเครื่องมือสำคัญในการพัฒนาสติและปัญญา องค์ธรรมในพระสูตรนี้คือ นิวรณ์ ๕ และอนุปุพพวิหาร ๙ ข้อที่ 41 ตปุสสสูตร ว่าด้วยตปุสสคหบดี ชี้ให้เห็นถึงความสำคัญของ “เนกขัมมะ” ในการพ้นทุกข์ และแสดงขั้นตอนการปฏิบัติโดยละเอียดเพื่อเข้าถึงเนกขัมมะ โดยเน้นย้ำถึงความสำคัญของการเห็นโทษในกาม ความเห็นอานิสงส์แห่งเนกขัมมะ และความเพียรในการฝึกฝนตนเอง (อนุปุพพวิหาร 9) เพื่อความหลุดพ้น โดยแสดงผ่านบทสนทนาระหว่างตปุสสคหบดี ท่านพระอานนท์ และพระพุทธเจ้า ข้อที่ 42 สัมพาธสูตร ว่าด้วยวิธีบรรลุช่องว่างในที่คับแคบ อธิบายถึง "กามคุณ 5" ว่าเป็น "ที่คับแคบ" และอธิบาย "วิธีบรรลุช่องว่าง (โอกาส) ในที่คับแคบ" โดยการใช้ "สมาธิและการบรรลุฌานทั้ง 9 ลำดับ" (อนุปุพพวิหาร 9) เพื่อสลัดออกจากสภาวะบีบคั้นนั้นทีละขั้นจนถึงนิพพาน พระไตรปิฎกเล่มที่ ๒๓ พระสุตตันตปิฎกเล่มที่ ๑๕ [ฉบับมหาจุฬาฯ] อังคุตตรนิกาย นวกนิบาต มหาวรรค สามัญญวรรค Hosted on Acast. See acast.com/privacy for more information.

หมวดธรรม 5 ประการใน พลวรรค หมวดว่าด้วยพละพระสูตรข้อที่ 11-16 กล่าวถึง กำลัง 5 ประการ (พละ ๕) ซี่งแบ่งออกเป็น 2 รูปแบบ มาใช้แสดงตามพระสูตรข้อต่างๆได้ดังนี้รูปแบบแรก (ข้อที่ 11-12) ตถาคตพละ ได้แก่1. สัทธาพละ: กำลังคือความเชื่อ2. หิริพละ: กำลังคือความละอายบาป3. โอตตัปปพละ: กำลังคือความเกรงกลัวบาป4. วิริยพละ: กำลังคือความเพียร5. ปัญญาพละ: กำลังคือความรอบรู้ (เป็นยอดของกำลังทั้งหมด)ข้อที่ 11 อนนุสสุตสูตร กล่าวถึง "กำลังของตถาคต" ที่ทำให้ทรงบันลือสีหนาทและประกาศธรรมได้อย่างองอาจข้อที่ 12 กูฏสูตร ทรงเปรียบ "ปัญญา" เป็น "ยอดเรือน" (ปัญญาเป็นยอดแห่งกำลัง) รูปแบบที่สอง (ข้อที่ 13-16) เสขพละ ได้แก่1. สัทธาพละ: เชื่อในการตรัสรู้ของพระพุทธเจ้า2. วิริยพละ: เพียรละอกุศล บำเพ็ญกุศล (สัมมัปปธาน 4)3. สติพละ: มีสติระลึกได้ถึงสิ่งที่ทำและคำที่พูดมานานได้ (สติปัฏฐาน)4. สมาธิพละ: การบรรลุฌาน 1-4 เพื่อความอยู่เป็นสุข5. ปัญญาพละ: รู้ถึงความเกิดและความดับ (อริยสัจ 4)ข้อที่ 13 สังขิตตสูตร ทรงแสดงพละ 5 ในฐานะ "เสขพละ" หรือกำลังของผู้ที่ยังต้องศึกษา (พระเสขบุคคล) เพื่อใช้เป็นฐานที่ตั้งแห่งการหลุดพ้นจากกิเลสข้อที่ 14 วิตถตสูตร ทรงขยายความละเอียดของแต่ละข้อเพื่อให้เห็นทางปฏิบัติข้อที่ 15 ทัฏฐัพพสูตร ว่าด้วยธรรมที่พึงเห็น เราจะ "เห็น" พละเหล่านี้ได้ที่ไหนข้อที่ 16 ปุนกูฏสูตร ในบรรดาการปฏิบัติทั้งหมด "ปัญญา" คือจุดรวมยอดที่สำคัญที่สุดพระสูตรข้อที่ 17-20 รายละเอียดเหมือนกันต่างกันที่หัวข้อ คุณธรรม 5 อย่างคือ ศีล สมาธิ ปัญญา วิมุตติ วิมุตติญาณทัสสนะ 5 อย่างนี้เป็นไปเพื่อเกื้อกูลหรือไม่เกื้อกูล ทั้งตนเองและผู้อื่นหรือไม่ และควรพัฒนาไปอย่างไร พระไตรปิฎกเล่มที่ ๒๒ พระสุตตันตปิฎกเล่มที่ ๑๔ [ฉบับมหาจุฬาฯ] อังคุตตรนิกาย ปัญจกนิบาต พลวรรค Hosted on Acast. See acast.com/privacy for more information.

หมวดธรรม 9 ประการใน มหาวรรคข้อที่ 37 อานันทสูตร ว่าด้วยพระอานนท์ กล่าวถึง “การบรรลุช่องว่างในที่คับแคบ” การค้นพบหนทางแห่งความสว่าง (ความสงบ/นิพพาน) ในขณะที่อายตนะ (ตา หู จมูก ลิ้น กาย) ยังทำงานอยู่ตามธรรมชาติ แต่จิตเลือกที่จะไม่เข้าไปเสวยอารมณ์ เป็นสภาวะที่เรียกว่า "มีสัญญาแต่ไม่รับรู้อายตนะ" ได้ด้วย “สมาธิ” อรูปฌานขั้น 1-3 และ สมาธิขั้นที่ละเอียด (อรหัตตผล) ซึ่งจะมีลักษณะ “ไม่ถูกกิเลสน้อมไป - ไม่มีการข่มห้ามด้วยธรรมปรุงแต่ง - ตั้งมั่นและไม่สะดุ้ง” ข้อที่ 38 โลกายติกสูตร ว่าด้วยพราหมณ์ผู้ชำนาญคัมภีร์โลกายัต พราหมณ์ผู้ชำนาญในตำราทางโลก (วาทศิลป์) ทูลถามพระพุทธองค์เกี่ยวกับเรื่องโลกและการพ้นไปจากโลก พระองค์ทรงชี้ให้เห็นว่า "ที่สุดแห่งโลก" (โลก คือ กามคุณ ๕) ไม่สามารถถึงได้ด้วยการเดินทาง แต่ถึงได้ด้วยการฝึกจิตสู่ความดับตามลำดับ "อนุปุพพวิหาร 9"เพื่อทำลายความยึดมั่น จนก้าวข้ามโลกียะสู่โลกุตตระ ข้อที่ 39 เทวาสุรสังคามสูตร ว่าด้วยสงครามระหว่างเทวดากับอสูร พระพุทธองค์ทรงหยิบยกเรื่องราวสงครามระหว่างเทวดาและอสูรมาเป็นบุคลาธิษฐาน เพื่อชี้ให้เห็นว่าชัยชนะที่แท้จริงไม่ใช่การรบพุ่งภายนอก แต่คือการ "ก้าวข้ามเครื่องผูกพัน" บ่วงแห่งมาร (นิวรณ์และตัณหา) ผ่านลำดับการฝึกจิต 9 ขั้น (อนุปุพพวิหาร 9) เพื่อเข้าสู่สภาวะที่กิเลสไม่สามารถกล้ำกรายได้ พระไตรปิฎกเล่มที่ ๒๓ พระสุตตันตปิฎกเล่มที่ ๑๕ [ฉบับมหาจุฬาฯ] อังคุตตรนิกาย นวกนิบาต มหาวรรค Hosted on Acast. See acast.com/privacy for more information.

หมวดธรรม 4 ประการใน ราคเปยยาล ว่าด้วยการทำความเข้าใจและการละ "ราคะ" (ความกำหนัดยินดี)ข้อที่ 274-783 ในหมวด "เปยยาล" (ละไว้ในฐานที่เข้าใจ) การนำ “ธรรม 4 ประการ” ใน สติปัฏฐาน ๔ สัมมัปปธาน ๔ และ อิทธิบาท ๔ มาย้ำทำในการจัดการกับกิเลส (อุปกิเลส 16 อย่าง) และสร้างความเจริญในธรรมธรรม 4 ประการที่ต้องทำให้แจ้ง1. สติปัฏฐาน ๔: การตั้งสติพิจารณาใน กาย เวทนา จิต และธรรม เพื่อให้เท่าทันความจริงของสภาวะธรรม2. สัมมัปปธาน ๔: การเพียรพยายาม 4 ทิศทาง (ระวังไม่ให้บาปเกิด, ละบาปที่เกิดแล้ว, บำเพ็ญบุญที่ยังไม่เกิด, รักษาบุญที่เกิดแล้ว)3. อิทธิบาท ๔: คุณธรรมสู่ความสำเร็จ (ฉันทะ, วิริยะ, จิตตะ, วิมังสา) เพื่อให้การปฏิบัติมีพลังและต่อเนื่องอานิสงส์การ “ย้ำทำ” ในธรรมที่กล่าวมาทั้ง 3 นัยยะนี้ เพื่อให้เกิด "ปัญญาที่รู้แจ้ง" ในสิ่งที่ควรรู้ (อภิญญา) เพื่อให้เข้าใจธรรมชาติของกิเลสตามความเป็นจริง จนจิตไม่เข้าไปยึดถือ (ปริญญา) และเพื่อความสิ้นไปแห่งอาสวะทั้งปวง พระไตรปิฎกเล่มที่ ๒๑ พระสุตตันตปิฎกเล่มที่ ๑๓ [ฉบับมหาจุฬาฯ] อังคุตตรนิกาย จตุกกนิบาต ราคเปยยาล Hosted on Acast. See acast.com/privacy for more information.

หมวดธรรม 9 ประการใน มหาวรรคข้อที่ 35 คาวีอุปมาสูตร ว่าด้วยการอุปมาด้วยแม่โค เป็นพระสูตรที่สอนเรื่องความละเอียดรอบคอบในการปฏิบัติสมาธิกับการลำดับจิตในอนุปุพพวิหารธรรม 9 โดยเปรียบเทียบภิกษุกับแม่โคที่หาอาหารบนภูเขา แบ่งเป็น 2 ลักษณะ1. แม่โคโง่เขลา (ภิกษุผู้ประมาท): เปรียบเหมือนแม่โคที่ไม่ชำนาญทาง เมื่อจะก้าวไปหาหญ้าในที่ใหม่ กลับยกเท้าหน้าออกไปโดยที่เท้าหลังยังยันพื้นไม่มั่นคง ผลคือตกลงเหว เสียทั้งหญ้าเก่าและไม่ได้หญ้าใหม่ข้อธรรม: ภิกษุที่ยังไม่ "เสพ เจริญ ทำให้มาก" ในปฐมฌาน (ฌานที่ 1) จนจิตตั้งมั่น แต่กลับรีบร้อนอยากจะได้ทุติยฌาน (ฌานที่ 2) จิตจะฟุ้งซ่านและเสื่อมจากปฐมฌาน และไม่สามารถบรรลุฌานที่สูงขึ้นไปได้2. แม่โคฉลาด (ภิกษุผู้ฉลาดในฐานะ): เปรียบเหมือนแม่โคที่รู้จักถิ่นและทางขรุขระ ก่อนจะก้าวไปข้างหน้าจะยันเท้าหลังให้มั่นคงเสียก่อน จึงสามารถหาอาหารและน้ำในที่ใหม่ได้อย่างปลอดภัยข้อธรรม: ภิกษุที่ทำปฐมฌานให้มีความชำนาญ(วสี) จนจิตอ่อนควรแก่การงาน เมื่อฐานเดิมมั่นคงแล้วจึงค่อยน้อมจิตสู่ฌานที่สูงขึ้นตามลำดับ ได้แก่ รูปฌาน 4, อรูปฌาน 4 และสัญญาเวทยิตนิโรธอานิสงส์: หากภิกษุปฏิบัติได้อย่างแม่โคฉลาด จะสามารถน้อมจิตไปสู่ อภิญญา 6 (ความรู้ยิ่ง) ได้อย่างสำเร็จ ตั้งแต่การแสดงฤทธิ์ หูทิพย์ ตาทิพย์ รู้วาระจิต ระลึกชาติ จนถึงการบรรลุ อาสวักขยญาณ (ความสิ้นไปแห่งกิเลส) อันเป็นเป้าหมายสูงสุดในพระพุทธศาสนา*ในการปฏิบัติเพื่อบรรลุธรรมทั้ง 9 ลำดับนี้ พระองค์เน้นย้ำหลักการสำคัญคือ "ความฉลาดในฐานะ" และ "ความชำนาญในธรรมที่บรรลุแล้ว" ข้อที่ 36 ฌานสูตร ว่าด้วยฌาน คือ การใช้ฌานลำดับต่างๆ ในอนุปุพพวิหารธรรม 9 เป็น "เครื่องมือ" ในการวิปัสสนาเพื่อละอาสวะ โดยการพิจารณาเห็น รูป เวทนา สัญญา สังขาร และวิญญาณ ที่อยู่ในฌานนั้นว่า “ไม่เที่ยง เป็นทุกข์ เป็นอนัตตา” (ไตรลักษณ์) เมื่อพิจารณาจนเห็นโทษของสังขารแล้ว จึงโน้มจิตไปสู่ "อมตธาตุ" หรือ พระนิพพาน ซึ่งเป็นสภาวะที่สงบระงับจากสังขารทั้งปวง หากประหารกิเลสได้สิ้นเชิงย่อมเป็น “พระอรหันต์” หากยังมีเชื้อเหลือย่อมเป็น “พระอนาคามี” พระไตรปิฎกเล่มที่ ๒๓ พระสุตตันตปิฎกเล่มที่ ๑๕ [ฉบับมหาจุฬาฯ] อังคุตตรนิกาย นวกนิบาต มหาวรรค Hosted on Acast. See acast.com/privacy for more information.

หมวดธรรม 4 ประการใน กัมมปถวรรค หมวดว่าด้วยกรรมบถพระสูตรข้อที่ 271-273 เน้นย้ำรากเหง้าของอกุศลทางใจ 3 ประการคือ ความโลภ ความพยาบาท และความเห็นผิด จะเป็นตัวตัดสินว่าบุคคลนั้นจะไปสู่ "นรก" หรือ "สวรรค์" ขึ้นอยู่กับการแสดงออกต่ออกุศลและกุศลใน 4 ด้าน คือ ทำเอง (ปฏิบัติตน), ชวนเขา (ชักชวนผู้อื่น), พอใจ (ยินดีร่วม), สรรเสริญ (กล่าวยกย่อง)ผู้ที่ตกนรก: คือคนที่ทั้ง "ทำ ชวน ชอบ ชม" ในสิ่งที่เป็นอกุศลผู้ที่ไปสวรรค์: คือคนที่ทั้ง "ทำ ชวน ชอบ ชม" ในสิ่งที่เป็นกุศล*การจะเป็นคนดีที่สมบูรณ์ตามแนวทางนี้ ต้องไม่ใช่แค่ "ดีคนเดียว" แต่ต้อง "ไม่ชวนคนอื่นทำผิด-ไม่ยินดีในความชั่ว-และไม่สรรเสริญเรื่องที่ผิด" พระไตรปิฎกเล่มที่ ๒๑ พระสุตตันตปิฎกเล่มที่ ๑๓ [ฉบับมหาจุฬาฯ] อังคุตตรนิกาย จตุกกนิบาต กัมมปถวรรค Hosted on Acast. See acast.com/privacy for more information.

หมวดธรรม 9 ประการใน สัตตาวาสวรรค และ มหาวรรคข้อที่ 31 อนุปุพพนิโรธสูตร ว่าด้วยอนุปุพพนิโรธ "ความดับไปตามลำดับ" 9 ประการ คือสภาวะที่ธรรมะเบื้องต่ำดับไปเมื่อจิตละเอียดขึ้นสู่สมาธิขั้นสูงพระสูตรนี้เป็นเสมือน "แผนที่" บอกระยะทางว่าจิตของนักปฏิบัติเดินทางถึงจุดใด โดยดูจากสิ่งที่ "ดับ" ไปในขณะนั้นลำดับสมาธิ และ สภาวะที่ดับไป (>)1. ปฐมฌาน > กามสัญญา (ความสำคัญหมายในกาม/รูป รส กลิ่น เสียง สัมผัส)2. ทุติยฌาน > วิตกวิจาร (การนึกคิดและประคองความคิด)3. ตติยฌาน > ปีติ (ความอิ่มใจที่ซาบซ่าน)4. จตุตถฌาน > อัสสาสะปัสสาสะ (ลมหายใจเข้า-ออก)5. อากาสานัญจายตนะ > รูปสัญญา (ความจำหมายในรูปธรรมทั้งหมด)6. วิญญาณัญจายตนะ > อากาสานัญจายตนสัญญา (ความจำหมายในอากาศที่หาที่สุดมิได้)7. อากิญจัญญายตนะ > วิญญาณัญจายตนสัญญา (ความจำหมายในวิญญาณที่หาที่สุดมิได้)8. เนวสัญญานาสัญญายตนะ > อากิญจัญญายตนสัญญา (ความจำหมายในความไม่มีอะไรน้อยนิด)9. สัญญาเวทยิตนิโรธ > สัญญาและเวทนา (ความจำและการเสวยอารมณ์ ดับสนิท) ข้อที่ 32 อนุปุพพวิหารสูตร ว่าด้วยอนุปุพพวิหารธรรม "ธรรมเป็นเครื่องอยู่ตามลำดับ" 9 ประการ คือสภาวะแห่งความสงบประณีตที่จิตเข้าไปตั้งอยู่และเสวยความสุขตามลำดับชั้นของสมาธิ (ดูลำดับขั้นสมาธิใน อนุปุพพนิโรธสูตร) พระสูตรนี้เน้นสิ่งที่จิตเข้าไป "อยู่" วิหารธรรม (เครื่องอยู่) หรือคุณภาพของสมาธิที่ประณีตขึ้น จิตจะค่อยๆ ยกระดับจากสมาธิที่มีรูป (รูปฌาน 1-4) ไปสู่สมาธิที่ไม่มีรูป (อรูปฌาน 5-8) และจบลงที่ความดับสนิทแห่งนามขันธ์ (9) ข้อที่ 33 อนุปุพพวิหารสมาปัตติสูตร ว่าด้วยอนุปุพพวิหารสมาบัติ "การเข้าถึงสมาบัติตามลำดับ" 9 ประการ พระสูตรนี้มีเนื้อหาเข้มข้นกว่าสองพระสูตรก่อนหน้า โดยเน้นย้ำถึง "ผลลัพธ์" และ "บุคคลผู้เข้าถึง" สภาวะนั้นๆ เป็นการยืนยันว่า "การถึงฝั่ง" (ความพ้นทุกข์) สามารถทำได้เป็นลำดับขั้นผ่านสมาบัติ 9 โดยแต่ละขั้นคือการดับสิ่งรบกวนจิตให้สนิทลงไปเรื่อยๆ จนถึงความดับสนิทแห่งสัญญาและเวทนา ข้อที่ 34 นิพพานสุขสูตร ว่าด้วยนิพพานเป็นสุข เป็นพระสูตรที่โดดเด่นด้วยการตอบคำถามเรื่อง "ความสุขที่ไม่ต้องอาศัยความรู้สึก (เวทนา)" โดยท่านพระสารีบุตรได้อธิบายลำดับของความสุขที่ประณีตขึ้นจากการ "ดับความกดดัน" 9 ประการแก่นธรรม: นิพพานเป็นสุขได้อย่างไร? นิยามของความสุข: สุขในทางธรรมไม่ได้หมายถึงการเสวยเวทนาที่ดีเท่านั้น แต่ "ความไม่มีเวทนา (ความดับไปของสัญญาและเวทนา) นั่นแลเป็นสุข" เพราะไม่มีสิ่งใดมาบีบคั้นจิตได้อีกความกดดันคือทุกข์: ในแต่ละขั้นของสมาธิ หากยังมี "สัญญา" ของขั้นที่ต่ำกว่าฟุ้งขึ้นมา ท่านเรียกว่า "ความกดดัน" (ทุกข์) ดังนั้น การข้ามพ้นจากชั้นหนึ่งไปสู่อีกชั้นหนึ่ง จึงเป็นการละทิ้งทุกข์ที่ละเอียดกว่าไปตามลำดับจุดสิ้นสุดของทุกข์: เมื่อบรรลุถึง สัญญาเวทยิตนิโรธ และอาสวะสิ้นไปด้วยปัญญา จิตจะไม่ถูกความกดดันจากสัญญาใดๆ รบกวนอีกเลยสรุป: นิพพานเป็นสุขเพราะเป็นสภาวะที่ "ปราศจากความกดดัน" จากสัญญาและเวทนาทั้งปวง เป็นความสงบที่อยู่เหนือการเสวยอารมณ์ พระไตรปิฎกเล่มที่ ๒๓ พระสุตตันตปิฎกเล่มที่ ๑๕ [ฉบับมหาจุฬาฯ] อังคุตตรนิกาย นวกนิบาต สัตตาวาสวรรค Hosted on Acast. See acast.com/privacy for more information.