
Hosted by เพื่อนปรึกษา · TH

มีคนมาปรึกษาว่า ถามหน่อยค่ะ เวลาทะเลาะหรือไม่พอใจแฟน ปกติเอาไปพูดระบายให้เพื่อนฟังกันไหมคะ - เวลาทะเลาะกับใคร เราอาจจะต้องตั้งคำถามก่อนว่าเราอยากปรับความเข้าใจหรืออยากให้มันเป็นแบบนี้ - การเล่าให้คนอื่น ก็คือการฟังความเห็นของคนอื่น ซึ่งมันไม่ใช่ว่าผิดหรือถูกแต่เราคาดหวังอะไรกับการเล่าเรื่องนี้ - ทุกคนมีเหตุผลในการมีชีวิตที่แตกต่างกัน แต่เราก็ย่อมสังเกตได้ว่า เรามีอะไรบ้างที่เราควรจะต้องขบคิดอย่างจริงจัง - เหมือนว่าการพูดระบายให้เพื่อน ให้พ่อแม่ หรือคนรอบตัวอาจจะเป็นเพียงแค่การระบาย เพราะเราอาจจะรู้ลึก ๆ ว่ามันปรับไม่ได้หรือยาก - ทั้งนี้ โลกใบนี้มีสองมุมเสมอก็คือ เรื่องที่ปรับได้ กับเรื่องที่ปรับไม่ได้ เราจึงต้องแยกสองกลุ่มนี้ออกจากกัน เพื่อให้โฟกัสกับปัญหาได้ดี

ข้อความโพสต์จาก Mark Manson ได้เขียนข้อความไว้ว่า "สิ่งที่เป็นที่สุด และหนึ่งเดียวที่ย่อมเป็นศัตรูต่อตัวคุณ นั่นก็คือจิตใจของคุณเอง" - บางทีศัตรูอาจจะเป็นจุดที่เราไม่รู้ว่ามันอยู่ใกล้ตัวเรามากกว่าที่เราคิด - แต่ปัญหาของการรับรู้ของตัวเราเองว่าเราเป็นอย่างไร ต้องให้เวลากับตัวเองสักหน่อย - ความคิดที่ดีย่อมมีชีวิตที่ดี แต่การมีความคิดไม่ดีย่อมมีชีวิตที่ไม่ดี มันอยู่ที่เราคิดทั้งหมดเลย - เปลี่ยนอะไรที่เปลี่ยนได้ ถ้าอะไรที่เปลี่ยนไม่ได้ก็ปล่อยมันไปก่อน ไม่เช่นนั้นปัญหาจะเกิดขึ้นมาก - ทิศทางลมสำคัญสำหรับสภาวะไหลลื่น หรือว่าเราเข้าสู่กระแสของการพัฒนาตนเอง มันคือการปรับทัศนคติมวลรวมเสมอ

หนังสือ ทำไมเราเลี้ยง PIG แต่กิน PORK ของ ชัชพล เกียรติขจรธาดา - การใช้ภาษาต่างกันไป ตามแต่ละพื้นที่ซึ่งมันเป็นคำที่ใช้เรียกเพื่อป้องกันความสับสน - รากศัพท์ส่วนใหญ่มีที่มาจากภาษาท้องถิ่นโบราณ ซึ่งบางทีมันก็อยู่ในสิ่งที่เราใช้ในชีวิตประจำวันอยู่แล้ว - ฝึกฝนภาษาอังกฤษแบบที่เราไม่เคยเรียนรู้มาก่อน นั่นก็คือฝึกการใช้คำที่มันมาจากความไม่รู้ของเราให้บ่อยขึ้น - แม้กระทั่งภาษาสันสกฤตก็มาเป็นภาษาที่ใช้กันถึงทุกวันนี้ มันมีรากฐานจากอินเดีย แล้วก็ยุโรปบางส่วนด้วย - เรื่องของภาษาไม่เคยหยุดนิ่ง มันคือการสื่อสาร แล้วศิลปะมันจึงปรากฏเด่นชัดขึ้นจากการที่เราสื่อสารอย่างสมดุล

มีคนมาปรึกษาว่า สวัสดีค่ะ หนูขอใช้นามสมมุตินะคะ หนูชื่อ แพท อายุ 23 ปีค่ะ คือโดนแฟนน้าสาวหอมหัว แล้วพูดชักชวนประมาณว่า มีเซ็กซ์กันประมาณนั้นค่ะ เขาให้เหตุผลว่าไม่ได้มีอะไรกับน้าสาวหนูนานแล้วค่ะ แต่หนูปฏิเสธไปและขึ้นห้องของหนูไปค่ะ แต่เขาก็ยังมาเคาะประตู เพื่อมาพูดว่าไม่ได้ทำอะไรหรอกไม่ต้องกลัว แต่หนูก็ไล่ให้เขาไปนอนค่ะ แล้วครั้งนี้เป็นครั้งแรกที่เกิดขึ้นนะคะ หนูควรทำยังไงดีคะ - เหมือนแฟนน้าสาวที่เป็นแฟน เป็นสามี หรือใครก็ตาม เขาไม่มีสิทธิ์มาโดนตัวเราเด็ดขาด - เมื่อเราโตมากขึ้น มันเป็นสิ่งที่สำคัญว่าเขาอาจจะเอ็นดูเรา แต่บางครั้งเขาก็อยากให้เราเป็นมากกว่านั้น - อารมณ์ ฮอร์โมน สรีระ หรือว่าอะไรก็ตามแต่ เพศตรงข้ามมักจะมีอารมณ์ทางเพศทั้งนั้น บางคนก็ถือและบางคนก็ไม่ถืออะไร - ให้ลองดูทีท่าอีกครั้งหนึ่งดู เพราะเหตุการณ์นี้คือครั้งแรก ถ้ามีอีกครั้งให้บอกไปตรง ๆ ว่าเราควรจะต้องรับมืออย่างไรกับแฟนน้าสาว - ทั้งนี้ เหตุการณ์นี้เป็นสัญญาณที่ไม่ดี แต่น้าชายที่เป็นแฟนน้าสาวอาจจะดูทีท่าเราเช่นกัน ให้เราวางตัวปกติ แต่ตอบปฏิเสธไปอย่างหนักแน่นเหมือนเดิม

ข้อความโพสต์จาก James Clear ได้เขียนข้อความไว้ว่า "ผลงานที่ไม่สมบูรณ์แบบที่คุณทำสำเร็จ มีคุณค่ามากกว่าผลงานที่สมบูรณ์แบบแต่คุณไม่เคยทำมันสำเร็จ" - หนทางที่ยากที่สุดก็คือ เราไม่รู้ว่าอะไรคือหนทางกันแน่ - สังเกตชีวิตตัวเองให้ได้ว่าอะไรคือ ต้นทุนที่เราจำเป็นจะต้องเสียมันไป แล้วสังเกตมันให้ได้มากที่สุด - ไม่มีอะไรที่จะทำลายเราได้ เว้นแต่เราเอาความคิดของตัวเองทำลายตัวของเราเอง ดูความคิดของเราให้มาก - เหมือนว่าปัญหาใหญ่ของการทำงานสำเร็จ กับไม่สำเร็จจะดูง่ายกว่า การที่งานนั้นสมบูรณ์หรือไม่สมบูรณ์อย่างไร - จุดอ่อนของเราก็คือ เรามักจะอยากให้ทุกสิ่งออกมาสมบูรณ์แบบ จนลืมไปว่าอะไรกันแน่ที่ควรทำให้สมบูรณ์ที่สุด

หนังสือ If You're In My Office, It's Already Too Late: A Divorce Lawyer's Guide to Staying Together ของ James J. Sexton - ทนายด้านการหย่าร้าง เป็นทนายที่น่าจะรับมือกับคู่รักที่ทะเลาะเบาะแว้งมานับไม่ถ้วน - ซึ่งปัญหาใหญ่ของความสัมพันธ์ไม่ใช่การหมดรัก แต่เป็นผลประโยชน์ร่วมกันก่อนแต่ง หรือหลังแต่งงานไป - ยังไงแล้วสินสมรสก่อนแต่ง (Prenup) เป็นส่วนที่เราจำเป็นจะต้องศึกษาเอาไว้บ้าง เพราะยังไงก็จำเป็นต้องใช้แน่นอน - บางคนมีสัญญาก่อนแต่งประมาณว่า ถ้าภรรยาน้ำหนักเกินเท่านี้ จำเป็นจะต้องจ่ายเงินค่าน้ำหนักเกินมาให้สามี - เมื่อเราถามว่า ความรักคืออะไร ทุกคนจะมีมุมมองที่แตกต่างกันไป ทว่ามันคือโจทย์ใหญ่ของทนายว่าอะไรกันแน่ที่เรากำลังคบหากัน

มีคนมาปรึกษาว่า มีเรื่องอยากปรึกษาค่ะ หนูอายุ 31 ปี และแฟนอายุ 34 ปี คบกันมาประมาณ 5-6 ปี เริ่มจากเจอกันที่ทำงาน แล้วหนูชอบเขาค่ะ จีบเขาก่อน แต่เขายังไม่มีลูกไม่มีเมีย บ้านเขาอยู่ตรงข้ามที่ทำงาน สืบแล้วก็ว่าโสดจริง แล้วหนูก็ได้สมหวังกับเขาค่ะ แรก ๆ ดีค่ะ บ้านเขาต้อนรับหนู โดยที่แฟนหนูเล่าให้ฟังว่า เขาพาผู้หญิงเข้าบ้านคนที่บ้านไม่เคยมายุ่ง แต่ห้ามทะเลาะกัน ให้อยู่กันดี ๆ อยู่ ๆ ไปก็เริ่มมีหนี้ค่ะ สร้างร่วมกันประมาณ 6 แสนบาท แต่สาเหตุที่อยากจบความสัมพันธ์นี้ เพราะแฟนกลับมาใช้ยาเสพติด แต่เขาก็ไม่ได้มาทำร้าย หรือขโมยของนะคะ แต่เริ่มไม่ทำงาน เขาบอกต้องดูแลยาย ยายเขาผ่าดวงตามา ต้องหยอดตาทุก 2 ชั่วโมง เงินเขาก็ขอยายเขาได้ แต่เราไม่มีคือต้องอด เพราะไม่กล้าเข้าไปกิน จะไปกินที่บ้านพ่อแม่ ก็กลัวเขาจะห่วง ทุกครั้งที่ทะเลาะกันก็จะเลิกกัน เขาก็มักพูดว่าแล้วแต่เลย แค่นั้น กลับมาที่ตัวหนูเองที่ไม่กล้าตัดสินใจค่ะ มันเก็บไว้คนเดียวมาเป็นปี ๆ ไม่คุยให้ใครฟัง กลัวเขาจะมองสามีเราไม่ดี แต่ตอนนี้เก็บไม่ไหวแล้ว อยากจะเลิกให้มันรู้แล้วรู้รอด ซึ่งจริง ๆ แล้วตัวหนูเองก็ไม่ใช่คนดีอะไร แค่ขอคนที่คุยกันรู้เรื่อง พากันเดินไปข้างหน้า แต่แฟนหนูคุยไม่ได้ค่ะ พอถามให้เขาตัดสินใจก็จะบอกแค่ แล้วแต่ หนูเลยรู้สึกว่ามันก็ไม่ต่างจากการใช้ชีวิตคนเดียว - การเลิกกันเป็นส่วนหนึ่งของโชคชะตา แต่การไม่ตัดสินใจเป็นส่วนหนึ่งของอนาคต - มีหลายคนมากที่ไม่ยอมตัดสินใจอะไร เพียงเพราะอยากให้ทุกอย่างตัดสินใจให้แทน - ผลเสียของการไม่ยอมตัดสินใจย่อม ส่งผลกระทบต่อมุมมองและความกล้าในการตัดสินใจต่อไปได้ - ถึงจุดหนึ่งเราทุกคนต้องรู้จักเป็นผู้ใหญ่ ที่รับผิดชอบผลที่เรากระทำลงไป แน่นอนมันมีสิ่งที่ดีและไม่ดีคละเคล้ากันเสมอ - ทั้งนี้ หลายคนมากที่ไม่เคยรู้จักตัวเองว่า ตัวเราเองต้องการอะไรจริง ๆ เลือกคู่ชีวิตให้ดี ๆ คำว่าแล้วแต่ มีความหมายมากกว่านั้นเยอะ

ข้อความโพสต์จาก Ray Dalio ได้เขียนข้อความไว้ว่า "ทักษะในการร่วมมือจะสร้างให้ความสัมพันธ์ ชนะ-ชนะ ไปพร้อมกันทั้งคู่ มันจะช่วยให้จัดการพลังงานไปในทางที่ถูกและเพิ่มผลตอบแทนมวลรวม พร้อมกับลดความเจ็บปวดจากปัญหาที่เผชิญ เมื่อเราจำเป็นต้องจัดการกับผู้คนในองค์กรก็ตามแต่ การมองเห็นสายตาเดียวกับคนตรงข้ามเราอย่างกระจ่างแจ้ง จะช่วยให้อะไร ๆ มันง่ายขึ้น เช่น อะไรที่ไม่ควรโอนอ่อนตาม นั่นคือกุญแจของการทำให้ทุกอย่างดีขึ้น" - หากเราปรารถนาที่จะอยู่ในสถานการณ์ของการชนะทั้งสองฝ่าย เราจำเป็นจะต้องเจรจา - แล้วเมื่อเราเจรจาแล้ว ก็ต้องตระหนักว่าอะไรคือสิ่งที่สำคัญของคู่สนทนาของเรา เพื่อที่จะรู้หนทางในการแลกเปลี่ยนกัน - ศาสตร์ของการเจรจานั้นไม่มีหลักการตายตัว แต่แน่นอนว่าทุกคนมีสิ่งที่ต้องการ และสิ่งที่ได้รับกันอยู่แล้ว - ความสัมพันธ์ที่ดีมักจะมีข้อแลกเปลี่ยนที่ตรงไปตรงมา นั่นจึงเรียกว่าความจริงใจต่อกันและกันจริง - ไม่มีอะไรที่จะเสริมสร้างองค์กรให้แข็งแกร่ง ไปมากกว่าความรู้ของคนตรงข้ามเราหรือคนที่เราปรารถนาที่จะเจรจาด้วย

หนังสือ Fight Right: How Successful Couples Turn Conflict Into Connection ของ John M. Gottman and Julie Schwartz Gottman - ปัญหาของความสัมพันธ์มากกว่ากึ่งหนึ่ง มาจากความไม่เข้าใจทุกครั้งที่ทะเลาะเบาะแว้งกัน - รับรู้ให้ได้ว่าการต่อสู้ เถียง หรือว่าทะเลาะ เราจะนำไปซึ่งความเข้าใจที่เพิ่มมากขึ้นไม่ใช่ลดน้อยลง - ความลับที่ไม่ลับในการสร้างความสัมพันธ์ให้ยั่งยืนผ่านการปรับความเข้าใจ ก็คือสัดส่วนมหัศจรรย์ 5 ต่อ 1 - สังเกตท่าทีของปัญหาก่อนที่เราจะตัดสินว่า มันเป็นอย่างไร เพื่อให้เราตระหนักว่าอะไรคือสิ่งที่เราต้องเรียนรู้ - ทุกความสัมพันธ์มักมีผู้หลีกเลี่ยง ผู้ลังเล และผู้ตรวจสอบ แล้วเราจะต้องรับมือกับความหลากหลายเหล่านั้น

มีคนมาปรึกษาว่า ขอวิธีอดทนกับการกดดันที่ไม่ได้มาจากงาน แต่มาจากคน เราควรทำยังไงดีคะ ขอบคุณค่ะ - เมื่อความกดดัน หรือแรงกดดันมันมาจากสังคม ผู้คนหรือว่าอะไรมันจะเรียกว่า แรงกดดันทางสังคม (Social Pressure) - แล้วสังคมทำอะไรเราได้บ้าง ก็มีตัวอย่างให้เห็นอย่างดาษดื่น เช่น ชีวิตที่ดีกว่า ครอบครัวที่อบอุ่นกว่า ร่ำรวยมากกว่า และอื่น ๆ อีกมากมาย - การมีตัวตนที่ชัดเจนคือสิ่งที่ทำให้เรารับรู้ว่า อะไรคือสิ่งที่จะเน้นย้ำว่าปัญหาที่ภายนอกคืออะไร แล้วควรรับมืออย่างไร - โจทย์ของการรับมือแรงกดดันจากสังคม มักจะเป็นการที่เราโดนกระหน่ำจากความรู้สึกที่เราพร่องในใจของเราเอง - แน่นอนว่าการโดนกระแทกกระทั้นบ่อยครั้ง ใจเราก็บางได้เหมือนกัน แต่มันก็เป็นสิ่งที่ทำให้เราต้องจัดการกับตัวเองให้ได้มากที่สุด